<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สยามไม้แกะสลัก งานแกะสลักไม้ &#187; CHANG SIP MU</title>
	<atom:link href="http://siamwoodcarving.com/tag/chang-sip-mu/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://siamwoodcarving.com</link>
	<description>***** ไม้แกะสลัก งานแกะสลักไม้ ภูมิปัญญาศิลปหัตกรรมของไทย</description>
	<lastBuildDate>Sun, 12 Feb 2012 16:05:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>งานช่างมุก</title>
		<link>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/281/</link>
		<comments>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/281/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 23:00:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[CHANG SIP MU]]></category>
		<category><![CDATA[งานช่างมุก]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสิบหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamwoodcarving.com/blog/?p=281</guid>
		<description><![CDATA[สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร ส่วนช่างสิบหมู่ งานช่างมุก เป็นงานประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยมแขนงหนึ่งที่มีปรากฏการสร้างสรรค์งานแขนงนี้เพียงไม่กี่ประเทศในโลก ที่มีชื่อเสียงมากก็เป็นประเทศแถบเอเชียได้แก่ประเทศจีน , เวียดนาม , ญี่ปุ่น และไทย ซึ่งมีวิธีการสร้างงานที่แตกต่างกันบ้างในขั้นตอนขบวนการผลิตของแต่ละประเทศและไม่สามารถทราบได้ว่าประเทศใดเป็นต้นแบบการสร้างงานแขนงนี้เป็นครั้งแรกของโลก สำหรับประวัติความเป็นมาของงานช่างมุกในประเทศไทยมีเช่นไรต้องศึกษาจากชิ้นผลงานที่เก่าแก่ที่สุดได้แก่บานประตูประดับมุกสมัยอยุธยาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาสมัยของสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ การสร้างสรรค์งานประเภทนี้มักนิยมสร้างเพื่อสนองต่อสถาบันพระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์เพราะถือว่าเป็นงานปราณีตศิลป์อันล้ำค่าต้องใช้งบประมาณสูงและฝีมือช่างชั้นยอด ตัวอย่างชิ้นผลงานเช่น บานประตูและบานหน้าต่างประดับมุกของพระอุโบสถ,วิหาร,ปราสาท,พระราชวังเป็นต้น อีกทั้งเครื่องใช้ของพระภิกษุสงฆ์,องค์พระมหากษัตริย์และขุนนางเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ตัวอย่างชิ้นผลงานเช่น พาน,ตะลุ่ม,พานแว่นฟ้า,หีบ,กล่องและตู้พระธรรมเป็นต้น วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานช่างมุกไทย - เปลือกหอย จะต้องเป็นเปลือกหอยชนิดที่มีไฟคือมีการสะท้อนแสงออกเป็นสีรุ้งแวววาว เช่น หอยอูด(หอยมุกไฟ) , หอยนมสาว , หอยเป๋าฮื้อและหอยมุกจานเป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นหอยได้จากทะเล และมีหอยน้ำจืดบางชนิดเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้งานได้ได้แก่หอยกาบ - ยางรัก และ สมุก(ถ่านจากกะลามะพร้าวบดละเอียด) ผสมกันเรียกรักสมุกใช้ทำพื้น,ประดับลายและถมพื้น - หุ่น คือชิ้นงานที่จะประดับมุก โดยมากสร้างขึ้นจากไม้หรือหวายโดยการสานขึ้นหุ่นหรือขึ้นรูปด้วยขบวนการช่างไม้ &#8211; โครงเลื่อยฉลุของช่างทอง,ใบเลื่อยฉลุไม้,ตะไบ,คีมปากจิ้งจก,ปากคีบ.กระดาษทรายและกาว - มอเตอร์หินเจียร,เครื่องขัดไฟฟ้า ขั้นตอนการปฏิบัติงานช่างมุก 1. ขั้นเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ การเตรียมเปลือกหอย &#8226; การเตรียมเปลือกหอยคือการนำเปลือกหอยมาขัดเจียรเพื่อไล่หินปูนที่เกาะผิวนอกออกให้หมดให้ถึงชั้นที่ใช้งาน &#8226; แล้วทำการตัดแบ่งชิ้นมุกให้มีขนาดเหมาะสมแก่การใช้งาน &#8226; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img height="181" width="210" alt="ช่างมุก" src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/02/09/chang-muk.jpg" /></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร<br />
ส่วนช่างสิบหมู่<br />
</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"> <span style="font-family: Tahoma;"> <strong>งานช่างมุก</strong> เป็นงานประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยมแขนงหนึ่งที่มีปรากฏการสร้างสรรค์งานแขนงนี้เพียงไม่กี่ประเทศในโลก ที่มีชื่อเสียงมากก็เป็นประเทศแถบเอเชียได้แก่ประเทศจีน , เวียดนาม , ญี่ปุ่น และไทย ซึ่งมีวิธีการสร้างงานที่แตกต่างกันบ้างในขั้นตอนขบวนการผลิตของแต่ละประเทศและไม่สามารถทราบได้ว่าประเทศใดเป็นต้นแบบการสร้างงานแขนงนี้เป็นครั้งแรกของโลก สำหรับประวัติความเป็นมาของงานช่างมุกในประเทศไทยมีเช่นไรต้องศึกษาจากชิ้นผลงานที่เก่าแก่ที่สุดได้แก่บานประตูประดับมุกสมัยอยุธยาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาสมัยของสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ การสร้างสรรค์งานประเภทนี้มักนิยมสร้างเพื่อสนองต่อสถาบันพระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์เพราะถือว่าเป็นงานปราณีตศิลป์อันล้ำค่าต้องใช้งบประมาณสูงและฝีมือช่างชั้นยอด ตัวอย่างชิ้นผลงานเช่น บานประตูและบานหน้าต่างประดับมุกของพระอุโบสถ,วิหาร,ปราสาท,พระราชวังเป็นต้น อีกทั้งเครื่องใช้ของพระภิกษุสงฆ์,องค์พระมหากษัตริย์และขุนนางเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ตัวอย่างชิ้นผลงานเช่น พาน,ตะลุ่ม,พานแว่นฟ้า,หีบ,กล่องและตู้พระธรรมเป็นต้น </p>
<p><span style="font-size: small;"></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma;">วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานช่างมุกไทย </span></strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p></font></font><span style="font-size: small;"></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;">- เปลือกหอย จะต้องเป็นเปลือกหอยชนิดที่มีไฟคือมีการสะท้อนแสงออกเป็นสีรุ้งแวววาว เช่น หอยอูด(หอยมุกไฟ) , หอยนมสาว , หอยเป๋าฮื้อและหอยมุกจานเป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นหอยได้จากทะเล และมีหอยน้ำจืดบางชนิดเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้งานได้ได้แก่หอยกาบ <br />
- ยางรัก และ สมุก(ถ่านจากกะลามะพร้าวบดละเอียด) ผสมกันเรียกรักสมุกใช้ทำพื้น,ประดับลายและถมพื้น <br />
- หุ่น คือชิ้นงานที่จะประดับมุก โดยมากสร้างขึ้นจากไม้หรือหวายโดยการสานขึ้นหุ่นหรือขึ้นรูปด้วยขบวนการช่างไม้ &#8211; โครงเลื่อยฉลุของช่างทอง,ใบเลื่อยฉลุไม้,ตะไบ,คีมปากจิ้งจก,ปากคีบ.กระดาษทรายและกาว <br />
- มอเตอร์หินเจียร,เครื่องขัดไฟฟ้า </p>
<p><strong>ขั้นตอนการปฏิบัติงานช่างมุก </strong></p>
<p>1. ขั้นเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ <br />
การเตรียมเปลือกหอย <br />
&bull; การเตรียมเปลือกหอยคือการนำเปลือกหอยมาขัดเจียรเพื่อไล่หินปูนที่เกาะผิวนอกออกให้หมดให้ถึงชั้นที่ใช้งาน <br />
&bull; แล้วทำการตัดแบ่งชิ้นมุกให้มีขนาดเหมาะสมแก่การใช้งาน <br />
&bull; สุดท้ายขัดแต่งชิ้นมุกให้มีความหนาบางสม่ำเสมอกันเหมาะแก่การนำไปใช้งาน การเตรียมพื้นหุ่น <br />
&bull; การขัดแต่งผิวให้ได้ระนาบ <br />
&bull; รองพื้นด้วยรักสมุกให้เรียบพอเหมาะสะดวกแก่การประดับลาย ข้อสำคัญถ้าหุ่นเป็นประเภทมีเหลี่ยมมุมมากๆเช่นตะลุ่มหรือเตียบจะต้องขัดแต่งให้เหลี่ยมมุมที่จะประดับลายเหมือนๆกันให้มีขนาดใกล้เคียงกันเพื่อสะดวกในการประดับลาย </p>
<p>2. ออกแบบลาย ควรออกแบบลายให้เหมาะสมแก่ชิ้นงานแต่ละชนิดและจะต้องเข้าใจลักษณะของลายประดับมุกคือตัวลายมุกจะต้องถูกแบ่งออกจากกันเป็นตัวๆ เนื่องจากเปลือกหอยมุกส่วนใหญ่มีความโค้งไม่สามารถนำลายชิ้นมุกที่โค้งมาวางประดับบนพื้นงานที่เป็นระนาบเรียบๆได้จำต้องแบ่งตัวลายออกเป็นชิ้นเล็กๆ สั้นๆจึงจะสามารถประดับลายได้สะดวก เมื่อได้ลวดลายที่ต้องการแล้วนำมาคัดลอกหรือถ่ายเอกสารไว้ประมาณ 3 &ndash; 4 แบบสำหรับใช้งานดังนี้ <br />
&bull; แบบที่หนึ่งเป็นแบบใช้ตรวจทานความเรียบร้อยในการประดับลายมุก <br />
&bull; แผ่นที่สองเป็นแบบสำหรับผนึกลงบนผิวชิ้นมุกเพื่อโกรกฉลุลาย <br />
&bull; แผ่นที่สาม สำหรับนำชิ้นลายมุกที่ฉลุและขัดแต่งขอบลายแล้วมาผนึกลงบนแบบด้วยกาวน้ำเพื่อรอการประดับบนพื้นงานจริง,ป้องกันการสับสนหลงลายและสูญหายเนื่องจากมีจำนวนชิ้นลายมากและขนาดเล็ก เมื่อเตรียมลายเรียบร้อยแล้วทำการผนึกลงบนผิวชิ้นมุกเพื่อโกรกฉลุลายต่อไป </p>
<p>3. โกรกฉลุลาย โดยใช้โครงเลื่อยฉลุเลื่อยลายออกเป็นตัวๆ นำชิ้นลายแต่ละตัวมาขัดแต่งขอบลายเพื่อลบคลองเลื่อยและทำให้ลายสวยงามตามที่ออกแบบไว้ด้วยตะไบขนาดต่างๆและกระดาษทราย นำลายที่ขัดแต่งขอบไปผนึกบนแบบลายที่เตรียมไว้เพื่อรอการประดับจริงบนชิ้นงาน </p>
<p>4. ประดับลาย คัดลอกลายลงบนชิ้นงานโดยวิธีลูบฝุ่นโรยลายแบบช่างลายรดน้ำ ถอดลายมุกจากแผ่นแบบทีละตัวนำมาผนึกลงบนชิ้นงานในตำแหน่งที่ถูกต้องของตัวลายโดยใช้ยางรักและรักสมุกเป็นตัวประสาน ทำการประดับลายจนครบทิ้งให้ยางรักแห้งสนิททายางรักเคลือบทับหน้าอีกชั้นเพื่อประสานลายมุกให้ติดสนิทกับพื้นชิ้นงานยิ่งขึ้นก่อนถมลาย </p>
<p>5. ถมลายด้วยรักสมุก หลังจากยางรักแห้งสนิทนำยางรักมาผสมกับสมุกให้เหนียวพอดีนำรักสมุกมาถมลงร่องระหว่างตัวลายมุกให้มีปริมาณครึ่งหนึ่งของร่องลายให้ทั่วทั้งชิ้นงานทิ้งให้แห้งสนิทดำเนินการถมรักสมุกรอบต่อไปอีกสองถึงสามชั้นตามกรรมวิธีเดิมจนเต็มร่องลายทิ้งให้แห้งสนิททุกครั้งก่อนถมชั้นต่อไป (ยางรักจะแห้งสนิทใช้เวลา 5 ถึง7วันต่อครั้ง) </p>
<p>6. ขัดแต่งผิวหน้าชิ้นงาน เมื่อยางรักแห้งสนิททำการขัดแต่งผิวหน้าชิ้นงานด้วยหินกากเพชรและกระดาษทรายขนาดความหยาบต่างๆกัน ขัดจนปรากฏลายมุกใช้กระดาษทรายละเอียดขัดแต่งให้เรียบและปรากฏลายมุกอย่างครบสมบูรณ์ทั่วทั้งชิ้นงาน </p>
<p>7. ขัดมัน โดยใช้ใบตองแห้งฉีกเป็นฝอยชุบน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อยขัดถูผิวชิ้นงานพร้อมโรยผงสมุกชนิดละเอียด ขัดให้เกิดความร้อนนานๆด้วยมือผิวชิ้นงานจะค่อยๆเป็นมันขึ้นตามธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้น้ำมันเคลือบเงา <br />
งานช่างมุกเป็นงานที่มีขั้นตอนและขบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อนและประณีตบรรจงมาก เป็นงานศิลปกรรมที่ทรงคุณค่าคู่แผ่นดินไทยมานานแสนนาน ดังนั้นเราจึงควรสืบทอดและอนุรักษ์งานช่างแขนงนี้ไว้ให้อยู่คู่ความเป็นไทยตลอดไป <br />
</span></p>
<p></span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: small;"> </span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: small;"><br />
</span></span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/281/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช่างแกะสลักไม้</title>
		<link>http://siamwoodcarving.com/wood-carving/280/</link>
		<comments>http://siamwoodcarving.com/wood-carving/280/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 12:57:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[wood carving]]></category>
		<category><![CDATA[Carver]]></category>
		<category><![CDATA[CHANG SIP MU]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างแกะสลักไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างไม้แกะสลัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamwoodcarving.com/blog/?p=280</guid>
		<description><![CDATA[งานช่างแกะสลัก เป็นงานช่างไทยที่มีมาแต่โบราณ งานศิลปกรรมที่เกี่ยวกับการแกะสลักไม้มักรวมเรียกว่า เครื่องไม้จำหลัก นับว่าเป็นงานศิลป์ไทยที่อยู่เคียงคู่กับชาติไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ไม้เป็นวัตถุที่เสื่อมสลายดังนั้นศิลปะที่ทำด้วยไม้ดังกล่าวจึงไม่เหลือ ให้เป็นหลักฐานในปัจจุบัน ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img alt="ช่าง แกะสลักไม้" src="http://siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/11/thai-woodcarver.jpg" /></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร<br />
	ส่วนช่างสิบหมู่</p>
<p>	<strong>งานช่างแกะสลัก</strong> เป็นงานช่างไทยที่มีมาแต่โบราณ งานศิลปกรรมที่เกี่ยวกับการแกะสลักไม้มักรวมเรียกว่า เครื่องไม้จำหลัก นับว่าเป็นงานศิลป์ไทยที่อยู่เคียงคู่กับชาติไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ไม้เป็นวัตถุที่เสื่อมสลายดังนั้นศิลปะที่ทำด้วยไม้ดังกล่าวจึงไม่เหลือ ให้เป็นหลักฐานในปัจจุบัน </span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สมัยสุโขทัย </span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
	สมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 19 &ndash; 20 งานศิลปกรรมแกะสลักปรากฏให้เห็นในลักษณะงานต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นส่วนประกอบโบสถ์ วิหาร อาคาร สถาปัตยกรรมซึ่งมีการแกะสลัก ประดับอาคารอย่างวิจิตรงดงาม แต่ด้วยกาลเวลาล่วงเลย จึงเสื่อมสภาพ ผุพัง 1 สูญหายไป แต่ที่มีเหลือให้พอศึกษาได้ก็เห็นจะได้แก่บานประตูพระปรางค์ วัดพระศรีมหาธาตุ เมืองเชลียง อำเภอ สวรรคโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก </p>
<p>	<strong>สมัยอยุธยา</strong> <br />
	สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 &ndash; 30 งานศิลปกรรมแกะสลักหรือที่เรียกว่า เครื่องไม้จำหลักนี้เจริญรุ่งเรืองที่สุดแขนงหนึ่ง งานศิลปกรรมแกะสลักในสมัยอยุธยานี้ยังคงเหลือตกทอดมาในปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น บานประตูโบสถ์ วิหารจำหลักสังเค็ค ธรรมาสน์ ตู้ใส่หนังสือพระไตรปิฏก งานแกะสลักในสมัยอยุธยาไม่ได้ทำเฉพาะประเภทประดับตกแต่งเท่านั้น ยังคิดทำพระพุทธรูปไม้อีกด้วย ซึ่งงานแกะสลักไม้ให้เป็นพระพุทธรูปนั้น เรียกว่าเป็นปฏิมากรรมลอยตัว ซึ่งนับว่างดงามมากชิ้นหนึ่ง ในสมัยอยุธยา คือ ครุฑโขน หรือหัวเรือพระที่นั่ง ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา 2 <br />
	1. ศิลปากร กรม, ศิลปวัฒนธรรม เล่น 5, (กรุงเทพ : พิฆเณศ, 2525) , หน้า 130 <br />
	2. เรื่องเดียวกัน หน้า 130 </p>
<p>	<strong>สมัยรัตนโกสินทร์ </strong><br />
	สมัยรัตนโกสินทร์ ศิลปะสมัยนี้สร้างสรรค์ขึ้นจากช่างกรุงศรีอยุธยา จึงนับได้ว่าเป็นศิลปะไม้แกะสลักที่สืบทอดศิลปะสมัยอยุธยาโดยตรง ฝีมือแกะสลักก็เป็นแบบสมัยอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นหนเาบันไม้แกะสลักรูปเทพนม คันทวย ช่อฟ้า ใบระกา ซึ่งงดงามตามแบบศิลปกรรมไทยในสมัยอยุธยาทั้งสิ้น จะดูผลงานได้จากพระมหาประสาทราชวังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนฯ. และยังมีพระเครื่องพระราชยานที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์อีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เรือพระราชพิธี และพระราชยานที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นับว่าเป็นศิลปะงานไม้แกะสลักที่เฟื่องฟูรุ่งเรืองมากในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น&nbsp; จากการเปรียบเทียบของผู้เขียนที่ได้ศึกษาลักษณะการแกะสลักลวดลายในสมัยอยุธยานั้น จะเห็นได้ว่า ลวดลายแกะสลักไม้ศิลปะสมัยอยุธยานั้น จะละเอียดและอ่อนช้อยในการแกะสลักตัวกระหนก และกระจังปฏิญาณ ลักษณะการแกะสลักและปาดตัวลาย จะเป็นการปาดแกะแรตัวลาย เป็นการแกะแบบปาดแบบช้อนลายและการแกะปาดแบบลบหลังลายร่วมกัน เส้นแรตัวลายจะมีลักษณะโอบอุ้มกอดกันเป็นชั้น เช่นกระจังปฏิญาณที่หรากฏบนสังเค็คที่ศาลาการเปรียญหลังเก่าที่วัดเชิงท่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบ่านประตูไม้แกะสลักที่วัดหน้าพระเมรุและวัดพนัยเชิง ซึ่งลักษณะลวดลายการแกะสลักคล้ายกับแกะสลักเป็นลายก้านขดการปากตัวลายจะปาดแบบช้อนลาย และลบหลังลายร่วมกัน ดูเหมือนว่าใบจะก้านเหมือนเถาวัลย์พันเกี่ยวกัน </p>
<p>	แต่ถ้าเปรียบเทียบลักษณะการแกะสลักบานประตูสมัยสุโขทัย ทวารบาลของวัดพระศรีมหาธาตุเมืองเชลียง อำเภอสวรรคโลก ที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก กับทวารบาล วัดพระศรีสรรเพชญ ศิลปะสมัยอยุธยา จะเห็นได้ว่า ศิลปะสมัยสุโขทัยจะอ่อนช้อยในเรื่องของเส้น รูปทรง ลีลา และสัดส่วนที่งดงาม ส่วนศิลปะสมัยอยุธยานั้นจะเน้นทางด้านเครื่องทรง แต่ลักษณะรูปทรงสัดส่วนและลีลาท่าทางดูจะเข็งกว่า ทวารบาลของสมัยสุโขทัยดูจะอ่อนช้อยนุ่มนวลกว่ามาก </p>
<p>	ถ้าจะเปีรยบเทียบลวดลายศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย กันศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะเห็นได้ว่ามีลักษณะทางด้านฝีมือจะใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นการปาด การแกะแรตัวลาย </p>
<p>	<strong>ช่างแกะสลัก</strong> ก็คือ ช่างที่มีความรู้ ความสามารหถในการออกแบบลวดลายและสามารถถ่ายทอดรูปแบบทีหลังและลวดลายนั้นด้วยการใช้เครื่องมือและชองมีคมแกะสลักลงบนเนื้อวัสดุ เช่นไม้ หิน โลหะ เขาสัตว์ และบนวัสดุของอ่อน เช่น ผลไม้ หรือหัวของพืช ทำให้เกิดลวดลายและภาพมีแสงเงา และระยะเกิดความสูงต่ำภายในภาพ ซึ่งสามารถสัมผัสได้ด้วยมือและสายตา เป็นภาพสามมิติ อีกทั้งช่างจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องตัวลายและภาพจึงจะสามารถทำการแกะสลักไม้เพราะการแกะสลักนั้นคือกระบวนการที่ช่างต้องใช้เครื่องมือทำการ ขุด ตัด ทอน แล้วแกะเอาเนื้อวัสดุนั้นออก ซึ่งช่างจะต้องใช้ความประณีต อีกทั้งต้องมีความรู้ลักษณะของเนื้อวัสดุ เช่น ทางของเนื้อไม้ อีกทั้งยังต้องรู้เทคนิคและวิธีการใช้เครื่องมือ เพื่อเวลาแกะสลักไม้จะได้ไม้บิ่นและหลุด และช่างควรรู้วิธีการประดิษฐ์เครื่องมือคือ สิ่วและลับให้คมอยู่เสมอ เพื่อเวลาแกะสลักจะทำให้งานที่ออกมานั้นมีความสวยงาม เพราะคมสิ่วประกอบกับความสามารถในฝีมือช่าง </p>
<p>	ในสมัยโบราณ วัดบางวัดเป็นแหล่งผลิตช่างแกะสลักที่ได้ทิ้งผลงานไว้ให้กล่าวถึงฝีมือช่างที่มีช่างที่ได้ฝึกฝนมาจากวัดนั้น ๆ ซึ่งจะดูได้จากการแกะสลักลวดลาย หน้าบันต่าง ๆ ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ล้วนเป็นผลงานต้นสมัยรัตนโกสนิทร์ ซึ่งได้รับการบูรณะให้คงสภาพเดิมจนตราบเท่าทุกวันนี้ </p>
<p>	ลักษณะงานช่างแกะสลัก เป็นงานศิลปกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า งานช่างแกะสลัก เป็นงานช่างฝีมือซึ่งต้องใช้ความชำนาญเฉพาะตัว จะต้องใช้ความประณีต โดยช่างจะต้องถ่ายทอดรูปแบบและลวดลายลงบนวัสดุ ด้วยการใช้สิ่วที่ทำจากโลหะ เหล็กกล้าที่แข็งและเหนียวทำให้เกิดความคมด้วยการตี การเจียรแล้วตกแต่งให้เป็นสิ่วหน้าตรง หน้าโค้ง ขนาดต่าง ๆ และฆ้อนไม้เป็นเครื่องมือในการแกะสลัก สามารถสื่อความรู้สึกได้ด้วยการสัมผัสด้วยมือและด้วยสานตา ซึ่งต้องอาศัยการใช้เครื่องมือให้เป็น ซึ่งการแกะสลักให้ได้ดีนั้นจะต้องรู้จักการใช้สิ่วและฆ้อน ลักษณะงานช่างแกะสลักแต่ละชิ้นนั้น เช่น การแกะสลักพระพุทธรูปก็เห็นว่าเป็นลักษณะของแกะสลักแบบปฏิมากรรมลอยตัว </span></span><font face="Tahoma" size="2"><br />
	</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://siamwoodcarving.com/wood-carving/280/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอนการทำ ลายไทย ลายรดน้ำ</title>
		<link>http://siamwoodcarving.com/knowledge/241/</link>
		<comments>http://siamwoodcarving.com/knowledge/241/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Oct 2008 23:00:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[CHANG SIP MU]]></category>
		<category><![CDATA[thai glazer]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสิบหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[ลายรดน้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamwoodcarving.com/blog/?p=241</guid>
		<description><![CDATA[อุปกรณ์ในงานลายรดน้ำ น้ำยาที่ใช้เขียนลายรดน้ำมีส่วนผสมอยู่ 3 อย่าง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img alt="ลายรดน้ำ" src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/10/design-1.jpg" /></p>
<p align="left"><strong>ลายรดน้ำ </strong>เป็นลวดลายหรือภาพ รวมไปถึงภาพประกอบลายต่าง ๆ ที่ปิดด้วยทองคำเปลวบนพื้นรัก โดยขั้นตอนการทำสุดท้ายคือการเอาน้ำรด ให้ปรากฏเป็นลวดลาย จึงกล่าวได้ว่า &ldquo;ลายรดน้ำ&rdquo; คือ ลายทองที่ล้างด้วยน้ำ</p>
<p align="left"><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">อุปกรณ์ในงานลายรดน้ำ</span></span></strong><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">น้ำยาที่ใช้เขียนลายรดน้ำมีส่วนผสมอยู่ 3 อย่าง</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img alt="หอระดาน" src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/10/design-2.jpg" /><br />
<img alt="CHANG SIP MU," src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/03/31/design-3.jpg" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">1. หอระดาน เป็นก้อนหินที่มีสีเหลือง มาจากประเทศจีน ราคาค่อนข้างสูง และนำมาแปรรูปโดยบดละเอียด</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img alt="กาวกระถิน" src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/10/design-4.jpg" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">2. กาวกระถิน เป็นเม็ดใส ๆ เป็นยางไม้จากต้นกระถิน โดยนำไปเคี้ยวกับน้ำร้อนมีความเหนียวคล้ายกับแป้งเปียก</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img alt="ผักส้มป่อย" src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/10/design-5.jpg" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">3. ฝักส้มป่อย เป็นฝักคล้ายจามจุรี โดยนำไปต้มกับน้ำร้อน (15 ฝักกับน้ำ 1 ลิตร) จะได้น้ำที่มีสีชา</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img alt="น้ำยา ลายรดน้ำ" src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/10/design-6.jpg" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">แล้วนำวัตถุดิบทั้ง 3 มาผสมกัน</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img alt="การปิดทอง" src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/10/design-12.jpg" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">การปิดทองใช้ทองคำเปลว 100 เปอร์เซ็นต์ปิดลงไป วิธีการปิดนั้น ทองคำเปลวจะเปลือง หรือไม่เปลืองก็ขึ้นอยู่กับฝีมือในการปิด รอยต่ออย่าให้ซ้อนกัน ต้องใช้ทักษะค่อนข้างสูง เสร็จแล้วก็ใช้นิ้วที่สะอาดแตะไปที่รอยต่อของทองคำเปลว เปลงทองบางส่วนจะติดกับนิ้วขึ้นมา ก็เอาไปแตะตรงจุดที่ไม่มีทอง แล้วใช้สำลีที่สะอาดเช็ดเบา ๆ ให้ทั่วทั้งภาพให้แผ่นทองคำเปลวติดเนียนไปกับพื้น</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img alt="ลายรดน้ำ" src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/10/design-13.jpg" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เมื่อทำกรรมวิธีการปิดทองเรียบร้อยแล้ว จึงนำภาพไปรดน้ำ โดยใช้น้ำธรรมดา น้ำยาหอระดานเมื่อถูกน้ำจะละลายหลุดออกมา</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img alt="ลายรดน้ำ" src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/10/design-14.jpg" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ใช้สำลีชุบน้ำมาแปะให้ทั่ว ๆ ค่อย ๆ ลูบให้ทั่ว ลายก็จะปรากฎให้เห็นชัดเจนขึ้น</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img alt="ลายรดน้ำ" src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/10/design-15.jpg" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-family: Tahoma;"><font size="2"><span style="font-size: small;">more info <a href="http://www.siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/143/" target="_blank">งานช่างลายรดน้ำ</a></span></font></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://siamwoodcarving.com/knowledge/241/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช่างหลวง ช่างเขียน</title>
		<link>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/239/</link>
		<comments>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/239/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Oct 2008 13:36:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[CHANG SIP MU]]></category>
		<category><![CDATA[Drawing]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสิบหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างเขียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamwoodcarving.com/blog/?p=239</guid>
		<description><![CDATA[ช่างสิบหมู่ ช่างหลวง ช่างเขียน ในบรรดาช่างทั้งปวง ที่รวมกันเป็นช่างสิบหมู่นั้น ช่างเขียนจัดว่าเป็นตวามสำคัญเป็นพิเศษ เพราะงานของช่างเขียนเป็นแม่บทของงานทุกประเภท ช่างเขียนจะต้องฝึกฝนฝีมืออย่างหนัก นับแต่เริ่มหัดเขียนลายเบื้องต้น ที่เรียกว่า การกระทบเส้น จนถึงเขียนเป็นเส้นหนัก เรียกว่า คดให้ได้วง ตรงให้ได้เส้น เมื่อเขียนตล่องมือแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ ฝึกการเขียน ภาพพื้นฐานได้แก่ ภาพกนก เป็นลายที่มีแบบฉบับเฉพาะ ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ เป็นต้นแบบให้ช่างเขียนนำไปผูกลายได้ไม่สิ้นสุด ภาพนารี คือภาพผู้หญิง รวมถึงภาพพระ เทวดา นางฟ้า และภาพ ไพร่พล ชาวบ้าน ที่เรียกว่า ภาพกาพย์ ซึ่งต้องฝึกเขียนภาพผู้หญิงก่อน เป็นพื้นฐานก่อน จึงเขียนภาพบุคคลต่างๆ ต่อไปได้โดยง่าย ภาพกระบี่ มิได้หมายถึง เฉพาะวานร หรือ ลิง แต่รวมถึง อมนุษย์ ทั้ง อสูรพงศ์ วานรพงษ์ ซึ่งต้องจดจำลักษณะประจำภาพให้แม่นยำ ภาพคช คือภาพช้าง ซึ่งรวมเรียกสัตว์อื่นๆ ทั้งที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ และในจิตนาการ ถือกันว่า หากเขียนรูปช้างได้คล่องแคล่วแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img height="204" width="250" src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-2.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>ช่างสิบหมู่<br />
ช่างหลวง ช่างเขียน</strong></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในบรรดาช่างทั้งปวง ที่รวมกันเป็นช่างสิบหมู่นั้น ช่างเขียนจัดว่าเป็นตวามสำคัญเป็นพิเศษ เพราะงานของช่างเขียนเป็นแม่บทของงานทุกประเภท ช่างเขียนจะต้องฝึกฝนฝีมืออย่างหนัก นับแต่เริ่มหัดเขียนลายเบื้องต้น ที่เรียกว่า การกระทบเส้น จนถึงเขียนเป็นเส้นหนัก เรียกว่า คดให้ได้วง ตรงให้ได้เส้น เมื่อเขียนตล่องมือแล้ว<br />
</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-3.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ขั้นตอนต่อไปคือ ฝึกการเขียน ภาพพื้นฐานได้แก่ ภาพกนก เป็นลายที่มีแบบฉบับเฉพาะ<br />
</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-4.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ เป็นต้นแบบให้ช่างเขียนนำไปผูกลายได้ไม่สิ้นสุด</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-5.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ภาพนารี คือภาพผู้หญิง รวมถึงภาพพระ เทวดา นางฟ้า และภาพ ไพร่พล ชาวบ้าน ที่เรียกว่า ภาพกาพย์ ซึ่งต้องฝึกเขียนภาพผู้หญิงก่อน เป็นพื้นฐานก่อน จึงเขียนภาพบุคคลต่างๆ ต่อไปได้โดยง่าย<br />
</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-6.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ภาพกระบี่ มิได้หมายถึง เฉพาะวานร หรือ ลิง แต่รวมถึง อมนุษย์ ทั้ง อสูรพงศ์ วานรพงษ์ ซึ่งต้องจดจำลักษณะประจำภาพให้แม่นยำ<br />
</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-7.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ภาพคช คือภาพช้าง ซึ่งรวมเรียกสัตว์อื่นๆ ทั้งที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ และในจิตนาการ ถือกันว่า หากเขียนรูปช้างได้คล่องแคล่วแล้ว ก็จะเขียนภาพอื่นๆ ได้โดยง่าย<br />
</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-8.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left">&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="left">ช่างเขียนได้สร้างสรรค์งานลงบนพื้นผิวต่างๆ ด้วยการใช้สีผสมกาวระบายลงบนพื้น ที่ลงลายเส้นไว้แล้ว บ้างก็ใช้วิธีที่เรียกว่าเขียนลายทอง บ้างก็เขียนลายรดน้ำ</p>
<p></span></span><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="left">&nbsp;</p>
<p></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> </span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-9.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ภาพที่เขียนบนผืนผ้าเรียกว่า ภาพพระพรต มักเป็นรูปพระพุทธเจ้า พระพุทธประวัติ<br />
</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-10.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ภาพที่เขียนบนพื้นกระดาษสา หรือกระดาษข่อย ที่เรียกกันว่า สมุดข่อย จัดเป็นประเภทสมุดไทย มีทั้งสมุดไทยขาว สมุดไทยดำ<br />
</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-11.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ภาพเขียนบนพื้นไม้ ใช้ในงาน ตบแต่งภายใน อาคาร ส่วนที่เป็นไม้ และสิ่งของเครื่องใช้<br />
</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/09/20/chang_sip_mu-drawing-12.jpg" alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างเขียน" /></span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ส่วนที่เขียนขึ้นบนผนังปูน เรียกว่าจิตรกรรมฝาผนัง เน้นส่วนที่สำคัญ ด้วยการปิดทองคำเปลว ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่า และทำให้ภาพสวยงาม เด่นชัด<br />
ช่างเขียนได้ถ่ายทอดศิลป แบบไทยประเพณี ตกทอดเป็นมรดก จวบจนปัจจุบัน</span></span></p>
<p><center><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><script type="text/javascript" src="http://blip.tv/scripts/pokkariPlayer.js?ver=2007082501"></script><script type="text/javascript" src="http://blip.tv/syndication/write_player?skin=js&#038;posts_id=387188&#038;source=3&#038;autoplay=true&#038;file_type=flv&#038;player_width=480&#038;player_height=270"></script> </span></span></p>
<div id="blip_movie_content_387188"><a href="http://blip.tv/file/get/Siamwood-ChangSipMuDrawingAndPainting206.flv" rel="enclosure" onclick="play_blip_movie_387188(); return false;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img height="270" width="480" border="0" src="http://blip.tv/file/get/Siamwood-ChangSipMuDrawingAndPainting206.flv.jpg" alt="Video thumbnail. Click to play" title="Click to play" /></span></span></a><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
</span></span><a href="http://blip.tv/file/get/Siamwood-ChangSipMuDrawingAndPainting206.flv" rel="enclosure" onclick="play_blip_movie_387188(); return false;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">Click To Play</span></span></a></div>
<p></center></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">source : สารคดีเอกลักษณ์ไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Modernnone TV<br />
</span></span><font face="Tahoma"><a href="http://www.siamwoodcarving.com"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
</span></span></a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/239/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://blip.tv/file/get/Siamwood-ChangSipMuDrawingAndPainting206.flv" length="10757254" type="video/x-flv" />
		</item>
		<item>
		<title>ช่างหลวง ข่างปั้น</title>
		<link>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/236/</link>
		<comments>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/236/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Sep 2008 23:00:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[CHANG SIP MU]]></category>
		<category><![CDATA[ข่างปั้น]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างปั้นไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสิบหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างหลวง ข่างปั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamwoodcarving.com/blog/?p=236</guid>
		<description><![CDATA[ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างหลวง ข่างปั้น source : Modern nineTV ช่างปั้น คือ ช่างที่มีฝีมือในการที่จะนำวัสดุมาสร้างสรรค์ ให้เป็นรูปทรงให้มีคุณสมบัติพร้อมทั้งความงาม คุณค่าทางศิลป และจิตใจ ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างปั้น การปั้นมีหลายประเภท ได้แก่ งานปั้นดินดิบ ใช้ดินเหนียว จากแหล่งธรรมชาติ มาเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุต่างๆ ได้แก่กระดาษฟาง กระดาษข่อย ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างปั้น &#160; ส่วนการปั้นดินเผา ใช้ทรายละเอียด เป็นส่วนผสม ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างปั้น &#160; &#160;เมื่องานปั้นดิน เสร้จสิ้นสมบูรณ์ หากให้มีสีสรร สวยงาม ก้เขียนระบายสี ที่พื้นผิว เช่นรูป ตุ๊กตาชาววัง ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างปั้น &#160; หรือหากนำไปเผาให้สุก ก้จะได้สีสรร ตามธรรมชาติ ของเนื้อดิน เช่น พระพิมพ์ กระเบื้องมุงหลังคา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><strong>ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างหลวง ข่างปั้น</strong></span></span></h3>
<p><font face="Tahoma" size="2"><font face="Tahoma" size="2"><font face="Arial">source : Modern nineTV<br />
<a href="http://astore.amazon.com/siamdecor-20/002-4036995-9970429?%5Fencoding=UTF8&amp;node=112"><br />
</a></font></font></font><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><strong>ช่างปั้น</strong> คือ ช่างที่มีฝีมือในการที่จะนำวัสดุมาสร้างสรรค์ ให้เป็นรูปทรงให้มีคุณสมบัติพร้อมทั้งความงาม คุณค่าทางศิลป และจิตใจ</span></span><font face="Tahoma" size="2"><br />
</font></p>
<p align="center"><img alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างปั้น" src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/10/10/modelling-1.jpg" /><br />
<font face="Arial"><strong>ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างปั้น</strong></font></p>
<p align="left"><font face="Arial"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">การปั้นมีหลายประเภท ได้แก่ งานปั้นดินดิบ ใช้ดินเหนียว จากแหล่งธรรมชาติ มาเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุต่างๆ ได้แก่กระดาษฟาง กระดาษข่อย</span></span><br />
</font></p>
<p align="center"><img alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างปั้น" src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/10/10/modelling-2.jpg" /></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="center"><strong>ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างปั้น</strong></p>
<p></span></span><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> </span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ส่วนการปั้นดินเผา ใช้ทรายละเอียด เป็นส่วนผสม</span></span></p>
<p align="center"><img alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างปั้น" src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/10/10/modelling-3.jpg" /></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="center"><strong>ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างปั้น</strong></p>
<p></span></span><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> </span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">&nbsp;เมื่องานปั้นดิน เสร้จสิ้นสมบูรณ์ หากให้มีสีสรร สวยงาม ก้เขียนระบายสี ที่พื้นผิว เช่นรูป ตุ๊กตาชาววัง</span></span><font face="Arial"><br />
</font></p>
<p align="center"><img alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างปั้น" src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/10/10/modelling-4.jpg" /></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="center"><strong>ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างปั้น</strong></p>
<p></span></span><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> </span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">หรือหากนำไปเผาให้สุก ก้จะได้สีสรร ตามธรรมชาติ ของเนื้อดิน เช่น พระพิมพ์ กระเบื้องมุงหลังคา<br />
งานปั้นปูน ปูนที่ใช้ได้จากหินปูน เรียกว่าปูนหิน เพราะทำจากเปลือกหอยทะเล เรียกว่าปูนหอย และเนื่องจากมีลักษณะเป็นผงสีขาว จึงเรียกทั่วไปว่า ปูนขาว การนำปูนไปใช้ในงานปั้น ให้สวยงาม คงทนถาวรนี้ ช่างปั้น ได้สืบทอดความรู้กันต่อมาว่า ต้องผสม น้ำกาวอย่างหนึ่ง น้ำมันอย่างหนึ่ง<br />
น้ำกาว ได้จากหนังสัตว์ และน้ำตาลอ้อย น้ำมันได้จาก น้ำมันพืช เรียกว่า น้ำมันตั๊งอิ้ว เมื่อนำมาผสมกับกระดาษฟาง ตำให้เข้ากันได้ ปูนตำ<br />
ภาพปูนปั้น รูปภาพต่างๆ ที่สวยงามคงทนมาจนปัจจึบัน ล้วนทำขึ้นมาจากการปั้นปูน เช่นภาพตกแต่งในหน้าบัน</span></span><font face="Arial"><font face="Arial"><font face="Arial"><font face="Arial"><br />
</font></font></font></font></p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><img alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างปั้น" src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/10/10/modelling-6.jpg" /><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ภาพ พุทธประวัติ</span></span></p>
<p align="center"><img alt="ช่างสิบหมู่ - ช่างปั้น" src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/10/10/modelling-7.jpg" /></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="center"><strong>ช่างสิบหมู่ &#8211; ช่างปั้น &#8211; ปั้นลักสมุก</strong></p>
<p></span></span><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> </span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><strong>งานปั้นลักสมุก</strong> มีลักสมุก ทำมาจาก ลักน้ำเกลี้ยง ผสมสมุก น้ำมันยาง และปูนแดง ตำเข้าด้วยกันแล้วนำมาปั้นตามขั้นตอน คือปั้นให้เป็นแท่ง ตัดเป็นท่อน คลึงด้วยไม้ ตัดมาแบ่งปั้นขึ้นรูป หรือตีกับแม่พิมพ์เป็นลวดลายต่างๆ ก่อนนำไปติดกับงานปั้น แล้วจึงตกแต่งด้วยการลงลัก ปิดทองคำเปลว หรือลงสีฝุ่น ระบายสี สำเร็จเป็น เครื่องประดับศีรษะโขน ที่สวยงาม ด้วยงานของ <strong>ช่างปั้นไทย</strong></span></span></p>
<p align="left">&nbsp;</p>
<p><center><script type="text/javascript" src="http://blip.tv/scripts/pokkariPlayer.js?ver=2007082501"></script><script type="text/javascript" src="http://blip.tv/syndication/write_player?skin=js&#038;posts_id=423099&#038;source=3&#038;autoplay=true&#038;file_type=flv&#038;player_width=480&#038;player_height=270"></script></p>
<div id="blip_movie_content_423099"><a onclick="play_blip_movie_423099(); return false;" rel="enclosure" href="http://blip.tv/file/get/Siamwood-ChangSipMuModeling307.flv"><img height="270" width="480" border="0" title="Click to play" alt="Video thumbnail. Click to play" src="http://blip.tv/file/get/Siamwood-ChangSipMuModeling307.flv.jpg" /></a><br />
<a onclick="play_blip_movie_423099(); return false;" rel="enclosure" href="http://blip.tv/file/get/Siamwood-ChangSipMuModeling307.flv">Click To Play</a></div>
<p></center></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/236/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://blip.tv/file/get/Siamwood-ChangSipMuModeling307.flv" length="7946842" type="video/x-flv" />
		</item>
		<item>
		<title>ช่างสิบหมู่</title>
		<link>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/140/</link>
		<comments>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/140/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Jun 2008 15:19:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[CHANG SIP MU]]></category>
		<category><![CDATA[กรมช่างสิบหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสิบหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างหลวง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamwoodcarving.com/blog/?p=140</guid>
		<description><![CDATA[&#160;ข้อมูลจาก การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย, สถาบันศิลปกรรม กรมศิลปากร&#160; &#160;&#160;&#160;&#160; กรมช่างสิบหมู่ หรือเรียกสั้นๆว่า ช่างสิบหมู่ เป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ และภาระโดยตรงในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมประเภทต่างๆ อาทิ ประเภทวิจิตรศิลป มัณฑนศิลป ประณีตศิลป เป็นต้น เพื่อบริการแก่ราชการในส่วนพระองค์สมเด็จพระมหากษัตริย์ เช่น การสร้างเครื่องราชูปโภค พระราชพาหนะ พระราชมณเฑียรสถาน สำหรับสมเด็จพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ รวมทั้งปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ ศาสนสถาน และสังฆภัณฑ์ โดยที่งานช่างสิบหมู่เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ &#160; &#160;&#160; &#8220;ช่างสิบหมู่&#8221; ตามพจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม ฉบับราชบัณฑิตย สถาน อธิบายคำนี้ว่า คือชื่อช่างหลวง ซึ่ง สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ประทาน พระยาอนุมานราชธน ลงวันที่ 31 ส.ค. 2479 ในหนังสือบันทึกเรื่องราวความรู้ต่าง ๆ ว่า&#8230;ช่างสิบหมู่เป็นแต่ชื่อกรมที่รวบรวมช่างได้มี 10 หมู่ด้วยกัน ไม่ใช่ช่างในบ้านเมืองมีแต่สิบอย่างเท่านั้น แต่ที่เรียกว่าช่างสิบหมู่ก็เพื่อต้องการรวบรวมช่างที่เป็นส่วน สำคัญไว้ก่อนเพียง 10 หมู่ แล้วภายหลังคิดเพิ่มเติมหรือแยกแขนงออกไปอีกตามลักษณะของงาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img width="80" height="144" align="left" alt="ช่าง สิบหมู่" src="http://www.siamwoodcarving.com/2007/01/26/changsipmu.jpg" />&nbsp;<span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ข้อมูลจาก การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย<font>, สถาบันศิลปกรรม กรมศิลปากร</font>&nbsp;<br />
</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><font color="#000000" style="cursor: crosshair; color: rgb(0, 0, 160);"><font color="#000000">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <b>กรมช่างสิบหมู่ </b>หรือเรียกสั้นๆว่า <b>ช่างสิบหมู่</b> เป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ และภาระโดยตรงในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมประเภทต่างๆ อาทิ ประเภทวิจิตรศิลป มัณฑนศิลป ประณีตศิลป เป็นต้น เพื่อบริการแก่ราชการในส่วนพระองค์สมเด็จพระมหากษัตริย์ เช่น การสร้างเครื่องราชูปโภค พระราชพาหนะ พระราชมณเฑียรสถาน สำหรับสมเด็จพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ รวมทั้งปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ ศาสนสถาน และสังฆภัณฑ์ โดยที่งานช่างสิบหมู่เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ</font> </font></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"></p>
<p><font color="#0000a0">&nbsp;&nbsp; <b><font color="#000000">&ldquo;ช่างสิบหมู่&rdquo; ตามพจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม ฉบับราชบัณฑิตย สถาน อธิบายคำนี้ว่า คือชื่อช่างหลวง</font></b><font color="#000000"> ซึ่ง สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ประทาน พระยาอนุมานราชธน ลงวันที่ 31 ส.ค. 2479 ในหนังสือบันทึกเรื่องราวความรู้ต่าง ๆ ว่า&#8230;ช่างสิบหมู่เป็นแต่ชื่อกรมที่รวบรวมช่างได้มี 10 หมู่ด้วยกัน ไม่ใช่ช่างในบ้านเมืองมีแต่สิบอย่างเท่านั้น แต่ที่เรียกว่าช่างสิบหมู่ก็เพื่อต้องการรวบรวมช่างที่เป็นส่วน สำคัญไว้ก่อนเพียง 10 หมู่ แล้วภายหลังคิดเพิ่มเติมหรือแยกแขนงออกไปอีกตามลักษณะของงาน <br />
&nbsp;<br />
หากดูตามบัญชีช่างที่ขึ้นทำเนียบเป็นช่างหลวง มีดังนี้&#8230;ช่างเลื่อย ช่างก่อ ช่างดอกไม้เพลิง ช่างไม้สำเภา ช่างปืน ช่างสนะจีน ช่างสนะไทย ช่างขุนพราหมณ์เทศ ช่างรัก ช่างมุก ช่างปากไม้ ช่างเรือ ช่างทำรุ ช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างกลึง ช่างหล่อ ช่างปั้น ช่างหุ่น ช่างบุ ช่างปูน ช่างหุงกระจก ช่างประดับกระจก ช่างหยก ช่างชาดสีมุก ช่างต่อกำปั่น และช่างทอง <br />
&nbsp;<br />
และในบันทึก พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ ผู้ควบคุมช่างสิบหมู่ใน สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงจำแนกไว้ดังนี้&#8230;1.หมู่ช่างเขียน ประกอบด้วย ช่างเขียน ช่างปิดทอง 2.หมู่ช่างแกะ มีทั้งช่างแกะตรา ช่างแกะลาย ช่างแกะพระหรือภาพ 3.หมู่ช่างหุ่น มีช่างไม้ ช่างไม้สูง ช่างเลื่อย ช่างปากไม้ 4.หมู่ช่างปั้น มีช่างขี้ผึ้ง ช่างปั้น ช่างขึ้นรูป 5.หมู่ช่างปูน มีช่างปั้น ช่างปูนก่อ ช่างปูนลาย ช่างปั้นปูน 6.หมู่ช่างรัก มีช่างลงรัก ช่างปิดทอง ช่างประดับกระจก ช่างมุก 7.หมู่ช่างบุ เป็นช่างเดี่ยว 8.หมู่ช่างกลึง มีช่างไม้ 9.หมู่ช่างสลัก มีช่างฉลุ ช่างกระดาษ ช่างหยวก ช่างเครื่องสด 10.หมู่ช่างหล่อ มีช่างหุ่นดิน ช่างขี้ผึ้ง ช่างผสมโลหะ<br />
&nbsp;<br />
ขณะที่เมื่อนำข้อมูลข้างต้นมาเทียบกับข้อมูลในหนังสือช่างสิบหมู่ ซึ่งจัดพิมพ์เมื่อปี 2540 โดยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ได้ลำดับงานของช่างสิบหมู่เดิมที่มีมาแต่ในอดีตว่า&#8230;งานของช่างสิบหมู่ที่ปรากฏชัดเจนนั้นคือ&#8230;1.ช่างเขียน 2.ช่างปั้น 3.ช่างแกะ 4.ช่างสลัก 5.ช่างหล่อ 6.ช่างกลึง 7.ช่างหุ่น 8.ช่างรัก (ลงรักปิดทอง) 9.ช่างบุ 10.ช่างปูน ก็ใกล้เคียงกับข้อมูลดังที่ปรากฏเดิม<br />
&nbsp;<br />
ที่สำคัญ ในหนังสือเล่มดังกล่าวยังอธิบายที่มาที่ไปของคำว่า &ldquo;ช่างสิบหมู่&rdquo; ที่ศึกษารวบรวมจากเอกสารต่าง ๆ ไว้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ&#8230;ในส่วนราชการแต่ละส่วนที่เรียกว่า &ldquo;กรม&rdquo; แต่ละสมัยนั้น มีส่วนราชการหนึ่งชื่อว่า &ldquo;กรมช่างสิบหมู่&rdquo; รวมอยู่ด้วย ส่วนราชการนี้เป็นที่ทราบกันโดยประเพณีสืบๆ กันมาว่า &ldquo;เป็นส่วนที่รวบรวมบรรดาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และฝีมือช่างศิลปะประเภทต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบ้านเมือง&rdquo; เข้ามารับสนองราชการ ประจำ จึงได้รับการขนานนามมาแต่เดิมว่ากรมช่างสิบหมู่ <br />
&nbsp;<br />
และแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นมา ไม่ปรากฏว่าได้รับการบันทึกเป็นเอกสาร แต่ก็มักจะมีอยู่ในเรื่องแทรกในพระราชพงศาวดารต่างๆ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีบันทึกปรากฏชัดเจนในสมัยรัตนโกสินทร์<br />
&nbsp;<br />
ช่างสิบหมู่มีหน้าที่โดยตรงในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมต่างๆ ทั้ง ประณีตศิลป วิจิตรศิลป มัณฑนศิลป แก่ราชการในส่วนพระองค์ อาทิ เครื่องราชูปโภค พระราชพาหนะ พระราชมณเฑียรสถาน เป็นต้น <br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กับต้นกำเนิดของคำว่า &ldquo;ช่างสิบหมู่&rdquo; ในหนังสือเรื่องพระประวัติ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ กล่าวถึงคำนี้ไว้ว่า&#8230;เป็นคำที่เลื่อนมาแต่คำว่า &ldquo;ช่างสิปป&rdquo; เป็นภาษาบาลีมีความหมายนัยเดียวกับคำว่าศิลปะ และในภาษาสันสกฤตหมายถึงฝีมือทางการช่าง แต่คนไทยพูดประหยัด คำกันมาก หรือไม่ก็ออกเสียงไม่คล่องลิ้น คำว่าสิปปก็หดสั้นลงเป็นสิป ช่าง สิปปก็หดสั้นเป็นช่างสิป นานเข้าก็ค่อย ๆ ห่างไกลความเข้าใจและเปลี่ยนรูปกลายเป็น &ldquo;จำนวนนับ 10&rdquo; และภายหลังก็มีการเติมคำว่า &ldquo;หมู่&rdquo; ต่อท้าย ก็เลยกลายเป็นคำว่า &ldquo;ช่างสิบหมู่&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
ในแวดวงศิลปะถือว่าช่างสิบหมู่เป็นสถาบันทางการช่างศิลปกรรม แบบไทยประเพณีสถาบันหนึ่ง บุคคลที่มีความสามารถและฝีมือเป็นช่างในสถาบันนี้ จัดเป็นช่างหลวง และเป็นข้าราชการในราชการของราชสำนักในสมัยที่ไทยยังปกครองด้วยระบบราชาธิปไตย<br />
&nbsp;<br />
ยุคปัจจุบัน หน่วยงานสำคัญหน่วยงานนี้ได้เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนราชการในรูปของ &ldquo;สำนักช่างสิบหมู่&rdquo; สังกัดกรมศิลปากร โดยมีภารกิจหลักที่สำคัญทางด้านศิลปกรรมไทย มีหน่วยงาน 5 กลุ่มและฝ่าย ดังนี้&#8230;กลุ่มประณีตศิลป์และการช่างไทย (กปช.), กลุ่มจิตรกรรมศิลปะประยุกต์และลายรดน้ำ (กจศ.), กลุ่มประติมากรรมและช่างปูนปั้น (กปป.), กลุ่มวิชาการด้านช่างศิลปะไทย (กวศ.) และฝ่ายบริหารงานทั่วไป (ฝบห.)</font></font></p>
<p></span></span></p>
<p><font size="2" face="Tahoma"><a href="http://www.nfe.go.th/0415/groupten.php"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
</span></span></a></font><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> กลุ่มช่างสิบหมู่ในปัจจุบัน ปฏิบัติภาระกิจในสายงานช่างประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่ของไทยโบราณ ถึงจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ความสามารถด้านช่างจากช่างในยุคกรมช่างสิบหมู่เดิมได้น้อยมาก ( ยังคงมีช่างที่เป็นลูกศิตย์ของครูช่างโบราณที่ถ่ายทอดให้รุ่นน้องเหลืออยู่บ้างในช่วง ยี่สิบปีที่ผ่านมา ได้แก่ลูกศิตย์ของ ศาสตราจารย์ พระพรหมณ์พิจิตร อจ.พระเทวาพินิมมิตร และ อจ.หลวงพิศาลศิลปกรรม เป็นต้น ) แต่งานช่างสิบหมู่ปัจจุบันก็ไม่สามารถครอบคลุมงานช่างได้ทุกสาขาที่มีมาแต่โบราณได้ และการจัดหมวดหมู่ก็เป็นไปตามความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองของชาติ ซึ่งผู้บริหารในแต่ละยุคจะเห็นสมควร <br />
สำหรับช่างสิบหมู่ในปัจจุบัน มีสถานะภาพเป็น กลุ่มงานช่างสิบหมู่ ในสังกัดสำนักสถาปัตยกรรมและหัตถศิลป์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (พ.ศ.๒๕๔๕) กลุ่มช่างสิบหมู่มีภาระกิจดังต่อไปนี้ <br />
๑.ปฏิบัติงานด้านสร้างสรรค์งานประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาศิลปกรรมด้านนี้ <br />
๒. ปฏิบัติงานซ่อมอนุรักษ์ศิลปวัตถุที่ต้องใช้กระบวนการช่างลักษณะช่างสิบหมู่ เพื่ออนุรักษ์ศิลปกรรมอันมีค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป <br />
๓. ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย รวบรวม จัดทำเอกสารทางวิชาการหรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวกับศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่อเผยแพร่และสืบทอดศิลปกรรมด้านนี้ <br />
๔. ออกแบบ &#8211; เขียนแบบด้านประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่อปฏิบัติการด้านช่างสิบหมู่ในลักษณะต่าง ๆ และเมื่อมีหน่วยงานภายนอกขอมาโดยความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชา <br />
๕. จัดสาธิตและบรรยาย อธิบาย ช่วยสอนพิเศษรายวิชา ด้านประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่อเผยแพร่และสืบทอดศิลปกรรมด้านนี้ <br />
<b><br />
กลุ่มช่างสิบหมู่ในปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มงานช่างในสังกัด ๕ กลุ่มงาน</b> และ ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย หนึ่งศูนย์ (พ.ศ. ๒๕๔๖) ดังรายละเอียดต่อไปนี้ <br />
๑. กลุ่มงานช่างเขียนและช่างลายรดน้ำ <br />
ปฏิบัติงานด้านช่างเขียนลาย &ndash; เขียนแบบสำหรับงานช่างสิบหมู่สาขาต่าง ๆ , งานเขียนน้ำกาว และด้านช่างลายรดน้ำ <br />
๒. กลุ่มงานช่างแกะสลักและช่างไม้ประณีต <br />
ปฏิบัติด้านการขึ้นหุ่นโครงสร้างด้วยไม้ประเภทต่าง ๆ (ช่างไม้สูง) และด้านช่างแกะสลักไม้และวัตถุอื่น ๆ <br />
๓. กลุ่มงานช่างประดับกระจกและช่างปิดทอง <br />
ปฏิบัติงานด้านช่างประดับกระจกและลงรักปิดทอง และงานผ้าลายทองแผ่ลวด <br />
๔. กลุ่มงานช่างโลหะและช่างศิราภรณ์ <br />
ปฏิบัติงานด้านงานช่างโลหะประณีต &ndash; โลหะประดิษฐ์ และงานสร้างหัวโขน <br />
๕ กลุ่มงานช่างปั้นหุ่นช่างปั้นลายและช่างมุก <br />
ปฏิบัติงานด้านช่างปั้นปูนสด และ ด้านงานช่างประดับมุก <br />
๖. ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย <br />
</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://siamwoodcarving.com/chang-sip-mu/140/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>งานช่างลายรดน้ำ ช่างสิบหมู่</title>
		<link>http://siamwoodcarving.com/knowledge/68/</link>
		<comments>http://siamwoodcarving.com/knowledge/68/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Mar 2008 23:00:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[CHANG SIP MU]]></category>
		<category><![CDATA[Thai clazer]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างลายรดน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างศิลป์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสิบหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamwoodcarving.com/blog/glazer/</guid>
		<description><![CDATA[ลายรดน้ำ หมายถึง ลวดลายหรือภาพรวมไปถึงภาพประกอบลายต่างๆที่ปิดด้วยทองคำเปลวบนพื้นรัก ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="ช่างศิลป์ไทย ลายรดน้ำ " src="http://www.siamwoodcarving.com/wp-content/uploads/2008/03/glazer9.jpg" title="ช่างศิลป์ไทย ลายรดน้ำ " /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มาของภาพ:หนังสือความรู้ทั่วไปในงานช่างศิลป์ไทย,กรมศิลปากร,๒๕๔๕</p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร<br />
ส่วนช่างสิบหมู่</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><b><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ลายรดน้ำ</span></span></b><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> หมายถึง ลวดลายหรือภาพรวมไปถึงภาพประกอบลายต่างๆที่ปิดด้วยทองคำเปลวบนพื้นรัก โดยลวดลายหรือภาพลายทองที่ปรากฎสำเร็จในขั้นสุดท้ายด้วยการเอาน้ำรด กล่าวโดยย่อ &ldquo;ลายรดน้ำ&rdquo; คือ ลายทองที่ล้างด้วยน้ำ ลายรดน้ำ จัดเป็นงานประณีตศิลป์ ประเภทการตกแต่งประเภทหนึ่ง</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><strong>เครื่องมืออุปกรณ์ช่างลายรดน้ำ</strong><br />
ยาง รักหรือน้ำรัก สมุก ทองคำเปลว หรดาล ฝักส้มป่อย มะนาว กาวยางมะขวิด ดินสอพอง กระดาษทราย สำลี น้ำมันสน น้ำมันก๊าด น้ำมันการบูร ฝุ่นถ่านไม้ ผงดินเผา ฝุ่นถ่านเขากวางกระดาษโรยแบบเข็มปรุ ลูกประคบฝุ่น ลูกประคบทอง กระดานผสมสมุก ไม้พายทาและผสมสมุก แปรงจีนขนาด ๑ นิ้วครึ่ง ควรใช้ทารักหินฟองน้ำ หินลับมีดโกน โกร่งใส่น้ำยา สะพานรองมือ แปรงปัดทอง เกรียง ตู้บ่มรัก</p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">กรรมวิธีในการสร้างลายรดน้ำ</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">&nbsp;</span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้&nbsp; <br />
</span></span>เริ่มต้นด้วยด้วยการออกแบบ และเขียนแบบโดยร่าง แบบตัวภาพ และลายที่จะเขียนบนกระดาษร่างเสียก่อน โดยร่าง แต่เพียงเค้าโครงให้ได้รูปที่สวยงามถูกต้อง โดยไม่จำเป็นต้องลง ลายละเอียดให้มากเกินไป นำแบบหรือลวดลายที่ร่างไว้แล้ว ไป ทำแบบปรุ โดยใช้กระดาษไขปิดทับไปบนแบบที่ร่างไว้ ๑ แผ่น ที่เหลือประมาณ ๓ &ndash; ๔ แผ่น วางซ้อนด้านล่างไว้ แล้วยึดด้วย แม็กเย็บกระดาษกันเลื่อน ทำการปรุโดยใช้เข็มปรุ ขณะเดียว กันต้องเตรียมพื้นวัสดุ ใช้ไม้อัดขนาด ๖ มิลลิเมตร ตัดให้ได้ขนาด กับแบบที่ร่างไว้ หรือจะใช้วัสดุอื่นใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก กระเบื้อง หรือโลหะ ฯลฯ ที่ทารักได้นำมาขัดด้วยกระดาษทรายน้ำ แล้วลงรักทิ้งให้แห้งแล้วขัดเรียบ (ปัจจุบันช่างอาจใช้สีโป๊วแห้ง เร็วทำพื้นแทน) นำพื้นที่ขัดไว้ดีแล้วไปลงรักน้ำเกลี้ยง ๓ ครั้ง โดย แต่ละครั้งต้องรอให้รักที่ลงแห้งสนิทเสียก่อน จึงขัดแล้วลงรักซ้ำ ลงไป ทำเช่นนี้จนครบ ๓ ครั้ง เป็นอย่างน้อย แล้วทำการเช็ดรัก ชักเงาพื้น นำไปบ่มเก็บในที่ที่ไม่มีฝุ่นละออง</p>
<p style="text-align: left;">หลังจากนั้น ล้างทำความสะอาดพื้นรัก โดยการใช้ดินสอพองผสมน้ำแต่น้อย ทำความสะอาดพื้นรักให้ หมดคราบความสกปรกต่างๆ แล้วจึงเอาแบบปรุที่เตรียมไว้มาลูบด้วยลูกประคบฝุ่นดินสอพองเผาไฟลงไป บนพื้นรัก ที่ล้างทำความสะอาดไว้แล้ว จนปรากฏภาพหรือลายบนพื้นรักจากนั้นเขียนด้วยน้ำยาหรดาล ด้วยพู่กันชนิดพิเศษ จุ่มลงในโกร่งน้ำยาหรดาลที่เตรียมไว้ แล้วเขียนไปตามแบบภาพ หรือลายที่ปรากฏบนพื้นจนแล้วเสร็จ </p>
<p style="text-align: left;">ขั้นต่อมา การเช็ดรัก นำรักเช็ด เช็ดลงบนพื้นภาพ หรือลายที่เขียนเสร็จแล้ว โดยเช็ดให้ทั่วทั้งภาพ แล้วถอนออก โดยใช้สำลีถอนรักเช็ดให้เหลือน้อยที่สุด พอใช้หลังมือแตะ แล้วรู้สึกได้ว่ายังมีความเหนียวอยู่ หลังจากนั้นจึงปิดทองโดย ใช้ทองคำเปลว ๑๐๐% อย่างดีสีเดียวกันปิดทับลงไปโดยให้ เกยกันประมาณ ๒ มิลลิเมตร จนทั่วทั้งภาพ แล้วใช้มือกวดทอง ให้เรียบเป็นเนื้อเดียวกัน นำภาพหรือลายที่ปิดทองเรียบร้อยแล้ว ไปล้าง หรือรดด้วยน้ำสะอาดล้างนำยาหรดาลออกให้หมด แล้ว เช็ดให้เรียบร้อยสวยงาม </p>
<p style="text-align: left;">กรณีที่ล้าง หรือรดด้วยน้ำแล้ว มีบางตอนชำรุด ทองหลุดออก ต้องทำการเขียนซ่อม โดยทำความสะอาด บริเวณที่จะซ่อมด้วยดินสอพองผสมน้ำเสียก่อน จึงค่อยเขียน ด้วยน้ำยาหรดาล ทำเรื่อยลงมาถึงการรดน้ำ ก็จะได้ภาพที่ สมบูรณ์ </p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ช่างเขียน</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> เป็นหนึ่งในบรรดาช่างสิบหมู่ ช่างเขียนนับว่าเป็น แม่บทแบบแผน หรือหัวใจของการดำเนินงานสร้างผลงานศิลปะ ของช่างแขนงต่างๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะในการทำงาน ช่างต้องอาศัยการวาด การเขียน การกำหนดรูปแบบ หรือร่างแบบ เค้าโครงก่อน แล้วจึงนำไปปฏิบัติงานจริงในงานศิลปะเกือบทุกแขนง</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ลักษณะของงานนั้น เป็นแบบประเพณีหรืออุดมคติ คนโบราณนิยม เขียนภาพเป็น พุทธบูชาตามผนัง โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญนี้เรียกว่า จิตรกรรมฝาผนัง และเขียนไว้ตาม สมุดไทยหรือบนผ้าพระบฎอีกด้วย</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ช่างลายรดน้ำ เป็นงานปราณีตศิลป์ทางด้านตกแต่งอย่างหนึ่ง ซึ่งมีรูปแบบและการทำสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ งานช่างลายรดน้ำ จัดเป็นงานช่างศิลป์ประเภทหนึ่งซึ่งรวมอยู่ในหมู่ช่างรัก อันเป็นช่างหนึ่ง ในงานช่างสิบหมู่</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">คำว่าลายรดน้ำ หมายถึง การเขียนลวดลายหรือรูปภาพ ให้ปรากฎเป็น ลายทอง ด้วยวิธีการปิดทอง แล้วเอาน้ำรด เพื่อให้เกิดเป็นลวดลาย ตามที่ต้องการ</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ลักษณะพิเศษของลายรดน้ำ คือ มีกรรมวิธีในการเขียนผิดแผก แตกต่างไปจากงานจิตรกรรมทั่วไป ที่ใช้หลายสีหรือแม้แต่งานจิตรกรรม ประเภทเอกรงค์เองก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะ การเขียนลายรดน้ำ จะใช้น้ำยาหรดาล เขียนลงบนพื้นซึ่งทาด้วยยาง ที่ได้จากต้นรัก เมื่อเขียนลาย เสร็จแล้วจึงเช็ดรักแล้วปิดทอง</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">งานช่างลายรดน้ำ</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> เป็นงานประณีตศิลป์ที่มีความสำคัญมาก สำหรับ ตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้ทั้งของชาวบ้าน เครื่องใช้ในพุทธศาสนา ตลอดไปจนถึงในส่วนที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ที่มีหลักฐานปรากฎมา ตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">งานช่างแขนงนี้ จึงเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่มีคุณค่ายิ่งของไทย มีเอกลักษณ์โดดเด่น เฉพาะตัวทั้งวิธีการเขียนลวดลาย การเขียนและ การใช้เส้น การปิดทอง สีสันที่อ่อนช้อยนุ่มนวลแสดงให้เห็นถึง จินตนาการของช่างไทย แต่ละยุคสมัยสะท้อนความเป็นอยู่ของสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยในอดีตเป็นอย่างดี</span></span>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://siamwoodcarving.com/knowledge/68/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>งานจิตรกรรมไทยบนฝาผนัง</title>
		<link>http://siamwoodcarving.com/thai-art-and-culture/67/</link>
		<comments>http://siamwoodcarving.com/thai-art-and-culture/67/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Mar 2008 14:57:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Thai Art and Culture]]></category>
		<category><![CDATA[CHANG SIP MU]]></category>
		<category><![CDATA[งานช่างเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตรกรรมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสิบหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamwoodcarving.com/blog/drawing/</guid>
		<description><![CDATA[สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร ส่วนช่างสิบหมู่ &#160;ออกแบบและเขียนแบบ เรื่องราวที่นิยมนำมาเขียนบนฝาผนัง จะเป็นฝาผนังของโบสถ์ วิหาร พระระเบียง วิหารคด พระที่นั่ง หอพระ หอไตรหรือหลังบานประตูหน้าต่าง ล้วนแล้วแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธเป็นหลัก เป็นต้นว่า ทศชาติ นอกจากนี้ก็มีรามเกียรติ์เป็นสำคัญ เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ได้แฝงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของไทยในยุคที่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยออกแบบและเขียนแบบในลักษณะที่เราเรียกว่าการมองภาพแบบตานกบิน ในการร่างแบบ ควรร่างบนกระดาษร่าง หรือกระดาษบรู๊ฟเสียก่อน ทำแบบปรุ นำแบบที่ได้ร่างไว้และปรับลายจนเรียบร้อยดีแล้ว มาทำแบบปรุโดยใช้กระดาษไข เบอร์ 70-75 แกรม วางทับลงไปบนแบบที่ได้ร่างไว้แล้ววางซ้อนใต้แบบอีก 2-3 แผ่น ลงมือปรุแบบ โดยใช้เข็มปรุแบบจนแล้วเสร็จ ตรวจดูความเรียบร้อย ไม่หลงลืม โดยเช็คดูจากแผ่นกระดาษไขบนแบบร่าง ในการยึดแบบร่างกับกระดาษไข เพื่อกันไม่ให้เคลื่อนขณะปรุแบบใช้แม็กเย็บกระดาษเย็บโดยรอบแบบ เสร็จดีแล้วจึงค่อยเอาแม็กเย็บกระดาษออก เตรียมพื้นผนัง ก่อนลงมือเขียนฝาผนังที่เป็นปูน ต้องประสะ (ชโลม) ผนังที่จะเขียนภาพหลาย ๆ ครั้ง โดยใช้น้ำใบขี้เหล็ก เมื่อผนังแห้งดีแล้ว ใช้ขมิ้นชันสดทดลองขีดบนผนังดู ถ้าเป็นสีแดงแสดงว่าผนังยังมีความเค็มต้องประสะอีก จากนั้นทดลองขีดดูถ้าเป็นสีเหลืองของขมิ้นแสดงว่าผนังนั้นหมดความเค็มแล้ว เตรียมการลงพื้นโดยใช้ดินสอพองผสมกับแป้งเปียกที่ทำจากเม็ดมะขาม (นำเม็ดมะขามไปคั่วจนเปลือกร่อนออกแล้วนำไปต้มจนเปื่อย เป็นแป้งเปียก) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><font face="Tahoma" size="2">สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร<br />
	ส่วนช่างสิบหมู่</font></p>
<ul>
<li>&nbsp;<font size="2"><font face="Tahoma">ออกแบบและเขียนแบบ</font><font face="Tahoma"> เรื่องราวที่นิยมนำมาเขียนบนฝาผนัง จะเป็นฝาผนังของโบสถ์ วิหาร พระระเบียง วิหารคด พระที่นั่ง หอพระ หอไตรหรือหลังบานประตูหน้าต่าง ล้วนแล้วแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธเป็นหลัก เป็นต้นว่า ทศชาติ นอกจากนี้ก็มีรามเกียรติ์เป็นสำคัญ เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ได้แฝงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของไทยในยุคที่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยออกแบบและเขียนแบบในลักษณะที่เราเรียกว่าการมองภาพแบบตานกบิน ในการร่างแบบ ควรร่างบนกระดาษร่าง หรือกระดาษบรู๊ฟเสียก่อน </font></font></li>
<li>
<p><font size="2"><font face="Tahoma">ทำแบบปรุ นำแบบที่ได้ร่างไว้และปรับลายจนเรียบร้อยดีแล้ว มาทำแบบปรุโดยใช้กระดาษไข เบอร์ </font><br />
			<font face="Tahoma">70-75 </font><font face="Tahoma">แกรม วางทับลงไปบนแบบที่ได้ร่างไว้แล้ววางซ้อนใต้แบบอีก 2-3 แผ่น ลงมือปรุแบบ โดยใช้เข็มปรุแบบจนแล้วเสร็จ ตรวจดูความเรียบร้อย ไม่หลงลืม โดยเช็คดูจากแผ่นกระดาษไขบนแบบร่าง ในการยึดแบบร่างกับกระดาษไข เพื่อกันไม่ให้เคลื่อนขณะปรุแบบใช้แม็กเย็บกระดาษเย็บโดยรอบแบบ เสร็จดีแล้วจึงค่อยเอาแม็กเย็บกระดาษออก </font></font></p>
</li>
<li>
<p><font size="2"><font face="Tahoma"><font size="2"><font face="Tahoma">เตรียมพื้นผนัง</font><font face="Tahoma"> ก่อนลงมือเขียนฝาผนังที่เป็นปูน ต้องประสะ (ชโลม) ผนังที่จะเขียนภาพหลาย ๆ ครั้ง โดยใช้น้ำใบขี้เหล็ก เมื่อผนังแห้งดีแล้ว ใช้ขมิ้นชันสดทดลองขีดบนผนังดู ถ้าเป็นสีแดงแสดงว่าผนังยังมีความเค็มต้องประสะอีก จากนั้นทดลองขีดดูถ้าเป็นสีเหลืองของขมิ้นแสดงว่าผนังนั้นหมดความเค็มแล้ว เตรียมการลงพื้นโดยใช้ดินสอพองผสมกับแป้งเปียกที่ทำจากเม็ดมะขาม (นำเม็ดมะขามไปคั่วจนเปลือกร่อนออกแล้วนำไปต้มจนเปื่อย เป็นแป้งเปียก) ทาลงบนฝาผนังให้ทั่วอย่าให้หนาเกินไปผึ่งไว้จนแห้งดีแล้ว ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียดให้เรียบ ใช้สีขาว (สีฝุ่นขาว) ทาด้วยแปรงให้ทั่วอีกครั้งหนึ่ง </font></font></font></font></p>
</li>
<li>
<p><font size="2"><font face="Tahoma"><font size="2"><font face="Tahoma"><font size="2">ลูบฝุ่นโรยแบบ นำแบบที่ปรุไว้เรียบร้อย ทาบลงบนฝาผนังที่ได้เตรียมพื้นไว้แล้วใช้ลูกประคบขาว-ดำ ลูบไปบนแบบปรุจนทั่ว เอาแบบปรุออก ฝาผนังจะปรากฎเป็นรอยประอันเกิดจากลูกประคบขาว-ดำ </font></font></font></font></font></p>
</li>
<li>
<p><font size="2"><font face="Tahoma"><font size="2"><font face="Tahoma"><font face="Times New Roman" size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">ระบายสี</font><font face="Tahoma"> ให้เริ่มระบายสีที่เป็นแบล็กกราวด์ หรือองค์ประกอบของภาพเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ โขดเขา ก้อนหิน พื้นดิน น้ำ ต้นไม้ ท้องฟ้า ตลอดจนอาคารบ้านเรือน วิมาน ฯลฯ หลังจากเสร็จแล้ว จึงค่อยระบายตัวภาพ โดยใช้สีฝุ่นสีต่าง ๆ</font></font><font face="Times New Roman" size="4"><font face="Tahoma" size="2"> </font></font></font></font></font></font></font></p>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<p><font size="2"><font size="2"><font face="Tahoma">ทายางมะเดื่อ</font><font face="Tahoma"> ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของภาพก็ดี ถ้ามีที่ที่จะต้องปิดทองคำเปลวให้ใช้รงทองระบายในส่วนที่จะปิดทองเสียก่อน เพื่อให้สังเกตุได้ง่ายจะได้ไม่หลงลืมและทำให้พื้นที่บริเวณที่จะปิดทองเรียบเสมอกัน จากนั้นทาด้วยยางมะเดื่อโดยทาให้ทั่วในส่วนที่จะปิดทอง พอยางมะเดื่อที่ทาไว้หมาดก็ลงมือปิดทอง (ยางมะเดื่อเป็นยางที่ได้จากต้นมะเดื่ออุทุมพร ใบจะเล็กเรียวกว่า และไม่หยาบเหมือนมะเดื่อทั่วไป</font></font><font face="Tahoma">) </font></font></p>
</li>
<li>
<p><font size="2"><font face="Tahoma"><font face="Tahoma">ปิดทองคำเปลว เปิดกระดาษเปลือกทอง แล้วปิดคว่ำลงไปให้แผ่นทองปิดทับลงบนยางมะเดื่อ ระวังอย่าให้เปลือกทองที่เป็นกระดาษติดบนยาง จะทำให้ปิดทองไม่ติด พอปิดทองทั่วดีแล้วใช้นิ้วมือแตะแผ่นทอง ซ่อมในส่วนที่มีรอยให้เรียบร้อย แล้วกวดทองให้เรียบ โดยจะใช้นิ้วมือหรือสำลีคลึงให้เป็นก้อนกวดอีกที ทั้งนี้เพื่อเก็บเศษทองหรือเกสรของทองออกให้หมด </font></font></font></p>
<p>		<font size="2"><font face="Tahoma"><font size="4"><font face="Times New Roman" size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">พู่กัน</font><font face="Tahoma"> </font></font></font></font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">ตัดเส้น</font><font face="Tahoma"> ใช้พู่กันขนาดเล็กตัดเส้นสีต่าง ๆ โดยทำการตัดเส้นไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพหรือตัวภาพตลอดจนลวดลายต่าง ๆ รวมทั้งที่ที่ได้ปิดทองไว้โดยในส่วนที่ปิดทองให้ใช้สีแดงชาดทั้งหมดเน้นเส้นที่เป็นเค้าโครงที่สำคัญ ๆ ด้วยสีดำ</font></font><font face="Times New Roman" size="4"><font face="Tahoma" size="2"> </font></font></font></li>
</ul>
<p><font size="4"><font face="Tahoma" size="2">อุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนภาพจิตรกรรมไทย</font><font face="Times New Roman" size="4"> </font></font></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">พู่กัน&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">แปรง&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">เปลือกต้นกระดังงาไทย&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">รากลำเจียก&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">ดินสองเหลือง (ทำจากดินเหลืองหรือดินกิน ลักษณะเป็นดินดานที่มีเนื้อละเอียดนุ่มแต่แข็งกว่าดินสอพอง</font></font><font size="2"><font face="Tahoma">)&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">ลูกประคบดำและขาว&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">น้ำกาวยางมะขวิด (ยางกระถิน </font></font><font size="2"><font face="Tahoma">ARABIC GUM)&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">ยางมะเดื่อ&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">เข็มปรุแบบ&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">สำลีอย่างดี&nbsp;</font></font></font></li>
<li><font size="4"><font size="2"><font face="Tahoma">ทองคำเปลว </font></font><font face="Tahoma" size="2">100 %&nbsp;</font></font></li>
<li><font size="4"><font face="Tahoma" size="2">ใบมีด (ใช้ขูดทอง</font><font face="Tahoma" size="2">)&nbsp;</font></font></li>
<li><font size="4"><font face="Tahoma" size="2">สีฝุ่น สีต่าง ๆ อัตราส่วน 3 ต่อ 1 ( สี 3 ส่วน ต่อ น้ำกาว 1 ส่วน</font><font face="Tahoma" size="2">) <br />
		</font></font></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://siamwoodcarving.com/thai-art-and-culture/67/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช่าง แกะสลักไม้</title>
		<link>http://siamwoodcarving.com/wood-carving/41/</link>
		<comments>http://siamwoodcarving.com/wood-carving/41/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Feb 2008 16:30:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[wood carving]]></category>
		<category><![CDATA[CHANG SIP MU]]></category>
		<category><![CDATA[Thai woodcarving]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสิบหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างแกะสลักไม้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamwoodcarving.com/blog/thai-woodcarving/</guid>
		<description><![CDATA[งานช่างแกะสลัก สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร ส่วนช่างสิบหมู่ งานช่างแกะสลัก เป็นงานช่างไทยที่มีมาแต่โบราณ งานศิลปกรรมที่เกี่ยวกับการแกะสลักไม้มักรวมเรียกว่า เครื่องไม้จำหลัก นับว่าเป็นงานศิลป์ไทยที่อยู่เคียงคู่กับชาติไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ไม้เป็นวัตถุที่เสื่อมสลายดังนั้นศิลปะที่ทำด้วยไม้ดังกล่าวจึงไม่เหลือ ให้เป็นหลักฐานในปัจจุบัน สมัยสุโขทัย สมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 19 &#8211; 20 งานศิลปกรรมแกะสลักปรากฏให้เห็นในลักษณะงานต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นส่วนประกอบโบสถ์ วิหาร อาคาร สถาปัตยกรรมซึ่งมีการแกะสลัก ประดับอาคารอย่างวิจิตรงดงาม แต่ด้วยกาลเวลาล่วงเลย จึงเสื่อมสภาพ ผุพัง 1 สูญหายไป แต่ที่มีเหลือให้พอศึกษาได้ก็เห็นจะได้แก่บานประตูพระปรางค์ วัดพระศรีมหาธาตุ เมืองเชลียง อำเภอ สวรรคโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโล สมัยอยุธยา สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 &#8211; 30 งานศิลปกรรมแกะสลักหรือที่เรียกว่า เครื่องไม้จำหลักนี้เจริญรุ่งเรืองที่สุดแขนงหนึ่ง งานศิลปกรรมแกะสลักในสมัยอยุธยานี้ยังคงเหลือตกทอดมาในปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น บานประตูโบสถ์ วิหารจำหลักสังเค็ค ธรรมาสน์ ตู้ใส่หนังสือพระไตรปิฏก งานแกะสลักในสมัยอยุธยาไม่ได้ทำเฉพาะประเภทประดับตกแต่งเท่านั้น ยังคิดทำพระพุทธรูปไม้อีกด้วย ซึ่งงานแกะสลักไม้ให้เป็นพระพุทธรูปนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="http://www.siamwoodcarving.com/blog/wp-content/uploads/2008/02/carver.jpg" alt="ช่างแกะสลักไม้" title="ช่างแกะสลักไม้" /></p>
<h3><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><strong>งานช่างแกะสลัก</strong></span></span></h3>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร<br />
ส่วนช่างสิบหมู่</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">งานช่างแกะสลัก</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> เป็นงานช่างไทยที่มีมาแต่โบราณ งานศิลปกรรมที่เกี่ยวกับการแกะสลักไม้มักรวมเรียกว่า เครื่องไม้จำหลัก นับว่าเป็นงานศิลป์ไทยที่อยู่เคียงคู่กับชาติไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ไม้เป็นวัตถุที่เสื่อมสลายดังนั้นศิลปะที่ทำด้วยไม้ดังกล่าวจึงไม่เหลือ ให้เป็นหลักฐานในปัจจุบัน</span></span></p>
<p><strong>สมัยสุโขทัย </strong><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 19 &ndash; 20 งานศิลปกรรมแกะสลักปรากฏให้เห็นในลักษณะงานต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นส่วนประกอบโบสถ์ วิหาร อาคาร สถาปัตยกรรมซึ่งมีการแกะสลัก ประดับอาคารอย่างวิจิตรงดงาม แต่ด้วยกาลเวลาล่วงเลย จึงเสื่อมสภาพ ผุพัง 1 สูญหายไป แต่ที่มีเหลือให้พอศึกษาได้ก็เห็นจะได้แก่บานประตูพระปรางค์ วัดพระศรีมหาธาตุ เมืองเชลียง อำเภอ สวรรคโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโล </span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สมัยอยุธยา </span></span></strong><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">   สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 &ndash; 30 งานศิลปกรรมแกะสลักหรือที่เรียกว่า เครื่องไม้จำหลักนี้เจริญรุ่งเรืองที่สุดแขนงหนึ่ง งานศิลปกรรมแกะสลักในสมัยอยุธยานี้ยังคงเหลือตกทอดมาในปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น บานประตูโบสถ์ วิหารจำหลักสังเค็ค ธรรมาสน์ ตู้ใส่หนังสือพระไตรปิฏก งานแกะสลักในสมัยอยุธยาไม่ได้ทำเฉพาะประเภทประดับตกแต่งเท่านั้น ยังคิดทำพระพุทธรูปไม้อีกด้วย ซึ่งงานแกะสลักไม้ให้เป็นพระพุทธรูปนั้น เรียกว่าเป็นปฏิมากรรมลอยตัว ซึ่งนับว่างดงามมากชิ้นหนึ่ง ในสมัยอยุธยา คือ ครุฑโขน หรือหัวเรือพระที่นั่ง ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา 2 <br />
1. ศิลปากร กรม, ศิลปวัฒนธรรม เล่น 5, (กรุงเทพ : พิฆเณศ, 2525) , หน้า 130 <br />
2. เรื่องเดียวกัน หน้า 130 </span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สมัยรัตนโกสินทร์ </span></span></strong><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">   สมัยรัตนโกสินทร์ ศิลปะสมัยนี้สร้างสรรค์ขึ้นจากช่างกรุงศรีอยุธยา จึงนับได้ว่าเป็นศิลปะไม้แกะสลักที่สืบทอดศิลปะสมัยอยุธยาโดยตรง ฝีมือแกะสลักก็เป็นแบบสมัยอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นหนเาบันไม้แกะสลักรูปเทพนม คันทวย ช่อฟ้า ใบระกา ซึ่งงดงามตามแบบศิลปกรรมไทยในสมัยอยุธยาทั้งสิ้น จะดูผลงานได้จากพระมหาประสาทราชวังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนฯ. และยังมีพระเครื่องพระราชยานที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์อีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เรือพระราชพิธี และพระราชยานที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นับว่าเป็นศิลปะงานไม้แกะสลักที่เฟื่องฟูรุ่งเรืองมากในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น  จากการเปรียบเทียบของผู้เขียนที่ได้ศึกษาลักษณะการแกะสลักลวดลายในสมัยอยุธยานั้น </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">จะเห็นได้ว่า ลวดลายแกะสลักไม้ศิลปะสมัยอยุธยานั้น จะละเอียดและอ่อนช้อยในการแกะสลักตัวกระหนก และกระจังปฏิญาณ ลักษณะการแกะสลักและปาดตัวลาย จะเป็นการปาดแกะแรตัวลาย เป็นการแกะแบบปาดแบบช้อนลายและการแกะปาดแบบลบหลังลายร่วมกัน เส้นแรตัวลายจะมีลักษณะโอบอุ้มกอดกันเป็นชั้น เช่นกระจังปฏิญาณที่หรากฏบนสังเค็คที่ศาลาการเปรียญหลังเก่าที่วัดเชิงท่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบ่านประตูไม้แกะสลักที่วัดหน้าพระเมรุและวัดพนัยเชิง ซึ่งลักษณะลวดลายการแกะสลักคล้ายกับแกะสลักเป็นลายก้านขดการปากตัวลายจะปาดแบบช้อนลาย และลบหลังลายร่วมกัน ดูเหมือนว่าใบจะก้านเหมือนเถาวัลย์พันเกี่ยวกัน  แต่ถ้าเปรียบเทียบลักษณะการแกะสลักบานประตูสมัยสุโขทัย ทวารบาลของวัดพระศรีมหาธาตุเมืองเชลียง อำเภอสวรรคโลก ที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก กับทวารบาล วัดพระศรีสรรเพชญ ศิลปะสมัยอยุธยา จะเห็นได้ว่า ศิลปะสมัยสุโขทัยจะอ่อนช้อยในเรื่องของเส้น รูปทรง ลีลา และสัดส่วนที่งดงาม ส่วนศิลปะสมัยอยุธยานั้นจะเน้นทางด้านเครื่องทรง แต่ลักษณะรูปทรงสัดส่วนและลีลาท่าทางดูจะเข็งกว่า ทวารบาลของสมัยสุโขทัยดูจะอ่อนช้อยนุ่มนวลกว่ามาก  ถ้าจะเปีรยบเทียบลวดลายศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย กันศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะเห็นได้ว่ามีลักษณะทางด้านฝีมือจะใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นการปาด การแกะแรตัวลาย </p>
<p><strong>ช่างแกะสลัก </strong>ก็คือ ช่างที่มีความรู้ ความสามารหถในการออกแบบลวดลายและสามารถถ่ายทอดรูปแบบทีหลังและลวดลายนั้นด้วยการใช้เครื่องมือและชองมีคมแกะสลักลงบนเนื้อวัสดุ เช่นไม้ หิน โลหะ เขาสัตว์ และบนวัสดุของอ่อน เช่น ผลไม้ หรือหัวของพืช ทำให้เกิดลวดลายและภาพมีแสงเงา และระยะเกิดความสูงต่ำภายในภาพ ซึ่งสามารถสัมผัสได้ด้วยมือและสายตา เป็นภาพสามมิติ อีกทั้งช่างจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องตัวลายและภาพจึงจะสามารถทำการแกะสลักไม้เพราะการแกะสลักนั้นคือกระบวนการที่ช่างต้องใช้เครื่องมือทำการ ขุด ตัด ทอน แล้วแกะเอาเนื้อวัสดุนั้นออก ซึ่งช่างจะต้องใช้ความประณีต อีกทั้งต้องมีความรู้ลักษณะของเนื้อวัสดุ เช่น ทางของเนื้อไม้ อีกทั้งยังต้องรู้เทคนิคและวิธีการใช้เครื่องมือ เพื่อเวลาแกะสลักไม้จะได้ไม้บิ่นและหลุด และช่างควรรู้วิธีการประดิษฐ์เครื่องมือคือ สิ่วและลับให้คมอยู่เสมอ เพื่อเวลาแกะสลักจะทำให้งานที่ออกมานั้นมีความสวยงาม เพราะคมสิ่วประกอบกับความสามารถในฝีมือช่าง <br />
ในสมัยโบราณ วัดบางวัดเป็นแหล่งผลิตช่างแกะสลักที่ได้ทิ้งผลงานไว้ให้กล่าวถึงฝีมือช่างที่มีช่างที่ได้ฝึกฝนมาจากวัดนั้น ๆ ซึ่งจะดูได้จากการแกะสลักลวดลาย หน้าบันต่าง ๆ ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ล้วนเป็นผลงานต้นสมัยรัตนโกสนิทร์ ซึ่งได้รับการบูรณะให้คงสภาพเดิมจนตราบเท่าทุกวันนี้ <br />
ลักษณะงานช่างแกะสลัก เป็นงานศิลปกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า งานช่างแกะสลัก เป็นงานช่างฝีมือซึ่งต้องใช้ความชำนาญเฉพาะตัว จะต้องใช้ความประณีต โดยช่างจะต้องถ่ายทอดรูปแบบและลวดลายลงบนวัสดุ ด้วยการใช้สิ่วที่ทำจากโลหะ เหล็กกล้าที่แข็งและเหนียวทำให้เกิดความคมด้วยการตี การเจียรแล้วตกแต่งให้เป็นสิ่วหน้าตรง หน้าโค้ง ขนาดต่าง ๆ และฆ้อนไม้เป็นเครื่องมือในการแกะสลัก สามารถสื่อความรู้สึกได้ด้วยการสัมผัสด้วยมือและด้วยสานตา ซึ่งต้องอาศัยการใช้เครื่องมือให้เป็น ซึ่งการแกะสลักให้ได้ดีนั้นจะต้องรู้จักการใช้สิ่วและฆ้อน ลักษณะงานช่างแกะสลักแต่ละชิ้นนั้น เช่น การแกะสลักพระพุทธรูปก็เห็นว่าเป็นลักษณะของแกะสลักแบบปฏิมากรรมลอยตัว</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://siamwoodcarving.com/wood-carving/41/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

